วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันวาเลนไทน์
วันนักบุญวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Saint Valentine's Day) หรือที่มักเรียกว่า วันวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันวาเลนไทน์มีการเฉลิมฉลองในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศทางตะวันตก แม้จะยังเป็นวันทำงานในทุกประเทศเหล่านั้นก็ตาม
"วันนักบุญวาเลนไทน์" แต่เดิมเป็นเพียงวันฉลองนักบุญในศาสนาคริสต์ยุคแรกที่ชื่อ วาเลนตินุส (แต่นักบุญชื่อนี้มีหลายองค์) ความหมายโรแมนติกโดยนัยสมัยใหม่นั้นกวีเพิ่มเติมในอีกหลายศตวรรษต่อมาทั้งสิ้น วันวาเลนไทน์ถูกำหนดขึ้นครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 ใน ค.ศ. 496 ก่อนจะถูกลบออกจากปฏิทินนักบุญทั่วไปของโรมัน (General Roman Calendar of saints) ในปี ค.ศ. 1969 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6
วันวาเลนไทน์มาข้องเกี่ยวกับรักแบบโรแมนติกเป็นครั้งแรกในแวดวงสังคมของเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ ช่วงกลางสมัยกลาง (High Middle Ages) เมื่อประเพณีรักเทิดทูน (courtly love) เฟื่องฟู จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 วันวาเลนไทน์ได้วิวัฒนามาเป็นโอกาสซึ่งคู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กันโดยให้ดอกไม้ ขนมหรือลูกกวาด และส่งการ์ดอวยพรกั
น
วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558
วันครูของประเทศไทย
วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุม จรรยาและวินัยของครูรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ด้วยเหตุนี้ในทุกปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และชักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา
วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุม จรรยาและวินัยของครูรักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู
ด้วยเหตุนี้ในทุกปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และชักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558
วันเด็ก
วันเด็กแห่งชาติ ในประเทศไทย ตรงกับวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี เป็นวันหยุดราชการที่มิได้ชดเชยในวันทำงานถัดไป มีการให้คำขวัญวันเด็กทุกปีโดยนายกรัฐมนตรีไทย เริ่มต้นจัดงานวันเด็กครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2498 โดยได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2506 ได้มีมติเปลี่ยนแปลงวันเด็กแห่งชาติมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม โดยเริ่มจัดงานวันเด็กในปี พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา
คำขวัญวันเด็ก
คำขวัญวันเด็ก เป็นคำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กให้ จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ปี นายกรัฐมนตรี คำขวัญ
พ.ศ. 2499 จอมพล แปลก พิบูลสงคราม จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม
พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
พ.ศ. 2503 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
พ.ศ. 2504 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
พ.ศ. 2505 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
พ.ศ. 2506 ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด
พ.ศ. 2508 จอมพล ถนอม กิตติขจร เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
พ.ศ. 2509 เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี
พ.ศ. 2510 อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย
พ.ศ. 2511 ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด และรักชาติยิ่ง
พ.ศ. 2512 รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
พ.ศ. 2513 เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
พ.ศ. 2514 ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
พ.ศ. 2515 เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
พ.ศ. 2516 เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
พ.ศ. 2517 สัญญา ธรรมศักดิ์ สามัคคีคือพลัง
พ.ศ. 2518 เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี
พ.ศ. 2519 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้
พ.ศ. 2520 ธานินทร์ กรัยวิเชียร รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
พ.ศ. 2521 พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
พ.ศ. 2522 เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
พ.ศ. 2523 อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2524 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
พ.ศ. 2525 ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติศาสน์กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
พ.ศ. 2526 รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม
พ.ศ. 2527 รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา
พ.ศ. 2528 สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
พ.ศ. 2529 นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2530
พ.ศ. 2531
พ.ศ. 2532 พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
พ.ศ. 2533
พ.ศ. 2534 รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
พ.ศ. 2535 อานันท์ ปันยารชุน สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
พ.ศ. 2536 ชวน หลีกภัย ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2537
พ.ศ. 2538 สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
พ.ศ. 2539 บรรหาร ศิลปอาชา มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
พ.ศ. 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
พ.ศ. 2541 ชวน หลีกภัย ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
พ.ศ. 2542
พ.ศ. 2543 มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
พ.ศ. 2544
พ.ศ. 2545 พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
พ.ศ. 2546 เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
พ.ศ. 2547 รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน
พ.ศ. 2548 เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
พ.ศ. 2549 อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
พ.ศ. 2550 พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
พ.ศ. 2551 สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2552 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
พ.ศ. 2553 คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
พ.ศ. 2554 รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ
พ.ศ. 2555 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี
พ.ศ. 2556 รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน
พ.ศ. 2557 กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง
พ.ศ. 2558 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันคริสมาส
คริสต์มาส (อังกฤษ: Christmas; อังกฤษเก่า: Crīstesmæsse, หมายถึง "พิธีมิสซาของพระคริสต์") หรือ วันสมโภชพระคริสตสมภพ (อังกฤษ: Feast of the Nativity) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซู[6][7] เป็นวันหยุดทางศาสนาและวัฒนธรรม ประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลกจัดการเฉลิมฉลองในวันที่ 25 ธันวาคม วันดังกล่าวเน้นปีพิธีกรรมของคริสต์ศาสนิกชนเป็นสำคัญ วันคริสต์มาสเป็นวันปิดเทศกาลเตรียมการรับเสด็จ (Advent) และวันเริ่มต้นเทศกาลพระคริสตสมภพ (Christmastide) สิบสองวัน[8] คริสต์มาสเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศทั่วโลก และมีผู้ที่ไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชนหันมาเฉลิมฉลองกันมากขึ้น[1][9][10] และเป็นส่วนสำคัญในคริสต์มาสและฤดูวันหยุด
งานปีใหม่ 2015
วันปีใหม่มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนียเริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทิน โดยอาศัยระยะต่าง ๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนทุก 4 ปี
ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำปฏิทินของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไข อีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้นจนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อ โยซิเยนิส มาปรับปรุง ให้ปีหนึ่งมี 365 วัน ในทุก ๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า ปีอธิกสุรทิน
เมื่อเพิ่มในเดือนกุมภาพันธ์มี 29 วันในทุก ๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน
วันที่ 21 มีนาคมตามปีปฏิทินของทุกปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตรงทิศตะวันตกพอดี เรียกว่า วสันตวิษุวัต
แต่ในปี พ.ศ. 2125 วสันตวิษุวัติ กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วันจากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (เฉพาะในปี 2125 นี้) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่า ปฏิทินเกรโกเรียน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา
วันขึ้นปีใหม่ในปฏิทินอื่น ๆ
สงกรานต์ เดิมกำหนดโดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ คือวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ตกประมาณวันที่ 13 หรือ 14 เมษายน แต่ปัจจุบันระบุแน่นอนว่า 13 ถึง 15 เมษายน
ตรุษไทย เป็นวันที่เริ่มต้นเดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติไทย แต่ยกเลิกลงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และกำหนดให้ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่แทน
ตรุษจีน เป็นวันที่เริ่มต้นเดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ตกประมาณวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 20 มีนาคม
ตรุษญี่ปุ่น เดิมใช้วันเดียวกับตรุษจีน แต่เมื่อ ค.ศ. 1873 ได้รับเอาปฏิทินเกรโกเรียนมาใช้ จึงเปลี่ยนเป็นวันที่ 1 มกราคมแทน
ตรุษญวน เป็นวันที่เริ่มต้นเดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติเวียดนาม ตกประมาณวันที่ 20 มกราคมถึง 20 กุมภาพันธ์
เราะอส์ อัสซะนะฮ์ อัลฮิจญ์ริยะฮ์ เป็นวันที่เริ่มต้นเดือนมุฮัรรอม (เดือน 1) ตามปฏิทินฮิจญ์เราะฮ์ของอิสลาม วันที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่ามีคนมองเห็นดวงจันทร์หรือไม่ ตามสถิติเมื่อเทียบกับปฏิทินเกรโกเรียนพบว่าวันนั้นร่นเข้าไปประมาณ 10 วันทุกปี
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้ได้
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
งานไหม
ประวัติการจัดงานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาด
จังหวัดขอนแก่น
งานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น หรือที่นิยมเรียกกันว่า"งานไหม หรือ งานเทศกาลไหม” จัดขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๒ สมัยนายชำนาญ พจนา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการจัดงานอยู่ ๒ คน คือ นายเอนก โรจน์ไพบูลย์ และนายจรินทร์ กาญจโนมัย ริเริ่มและผลักดันจนเป็นที่ยอมรับและได้รับความสนใจแพร่หลายจนทุกวันนี้
การจัดงานครั้งแรกเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๒๒ ใช้ชื่อว่า "งานเทศกาลไหมขอนแก่น” เนื่องจากยังไม่ได้รวมเอาประเพณีผูกเสี่ยวมาไว้ในงาน จนมาปี ๒๕๒๓ ได้นำประเพณีผูกเสี่ยวเข้ามาจัดร่วมกับงานเทศกาลไหม จากการริเริ่มของนายเลื่อน รัตนมงคล ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเปือยน้อยในสมัยนั้น ซึ่งพิธีผูกเสี่ยวนี้ มีการจัดอย่างเป็นทางการที่กิ่งอำเภอเปือยน้อย และจังหวัดเล็งเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งส่งผลดีต่อการเมือง การปกครอง จึงนำมาผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานประจำปีของจังหวัด และให้เป็นชื่อของงานด้วย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา คือ "เทศกาลไหมขอนแก่น และประเพณีผูกเสี่ยว ปี ๒๕๒๓ ”
ต่อมาในปี ๒๕๒๔ และปี ๒๕๒๕ ได้ใช้ชื่องานว่า "เทศกาลไหมขอนแก่นและพิธีผูกเสี่ยว” ซึ่งการใช้ชื่องานจะมีการเปลี่ยนอยู่เรื่อย จนปี ๒๕๒๖ ได้มีการพิจารณาชื่อ เหตุผล และแสดงความคิดกันว่า ชื่อที่จะใช้เป็นชื่อของงาน มีการแสดงความคิดเห็น ๒ ประการ คือ
๑. คำว่า "ขอนแก่น” ที่ต่อจากเทศกาลไหม น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่แสดงความเป็นเจ้าของทั้ง "งานไหมและผูกเสี่ยว” ถ้าหากคงไว้ตามเดิมก็อาจทำให้เข้าใจว่าเทศกาลไหม เป็นของจังหวัดขอนแก่น ส่วนประเพณีผูกเสี่ยวไม่ใช่ แต่ถ้าหากจะนำไปไว้หลังคำว่า "ประเพณีผูกเสี่ยว” ก็จะทำให้มีความรู้สึกว่าชื่อของงานซึ่งยาวอยู่แล้ว ยาวขึ้นไปอีก
๒. งานเทศกาลไหมนี้ "ดัง” พอสมควรแล้วและกำลังจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นงานของจังหวัดใดเพียงบอกว่า "งานไหม” ก็ต้องเข้าใจทันทีว่าต้องไปขอนแก่น เป็นงานของขอนแก่น และที่สุดก็ได้ผลสรุปว่าใช้ชื่องานว่า "งานเทศกาลไหมขอนแก่นและพิธีผูกเสี่ยว”
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้เพิ่มคำว่า งานกาชาดเข้าไปด้วย จึงมีชื่องานว่า "งานเทศกาลไหมประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนปัจจุบัน พร้อมได้มีการเพิ่มวันจัดงานจากทุกปี ที่จัดเพียง ๗ วัน มาเป็น ๑๐ วันด้วย
มาปี ๒๕๒๘ ได้พิจารณางดกิจกรรมประเพณีผูกเสี่ยว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ชื่อของงานจึงเหลือเพียง "งานเทศกาลไหมและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น”
ปี ๒๕๒๙ พิธีผูกเสี่ยว ได้นำกลับมาจัดเป็นหลักของงานอีก จึงใช้ชื่องานเหมือนเดิม คือ "งานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น” และใช้มาจนทุกวันนี้ ( สมัยนั้น ถ้าหากมีการถามกันว่า ชื่อของการจัดงานประเพณีประจำจังหวัด ของจังหวัดใดมีชื่อยาวที่สุด คำตอบก็จะไม่พ้น
"จังหวัดขอนแก่น” )
ปี ๒๕๓๒ ได้เพิ่มวันจัดงานอีก ๒ วัน ในวันที่ ๙ , ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๒ เพื่อนำรายได้เฉพาะ ๒ วันนี้ สมทบทุนปรับปรุงและบูรณะอนุสาวรีย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บริเวณสวนรัชดานุสรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณจัดงานฯ ตั้งแต่นั้นมาการจัดงานจึงมี ๑๒ วันจนถึงทุกวันนี้
ปี ๒๕๓๕ - ๒๕๓๗ มีการย้ายสถานที่จัดงานจากที่เคยจัด คือจากสนามหน้าศาลากลางจังหวัดไปจัด ณ สนามกีฬากลางจังหวัด
ปี ๒๕๓๘ จนถึงปัจจุบัน การจัดงานกลับมาที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นเหมือนเดิม
วัตถุประสงค์หลักการจัดงาน
การจัดงานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น กำหนดตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน – ๑๐ ธันวาคม ของทุกปี รวม ๑๒ วัน ๑๒ คืนนั้น มีแนวทางการจัดงาน หรือประเด็นหลัก เน้นหนักใน ๓ ประการ คือ
ประการที่ ๑ งานเทศกาลไหม จะแสดงเอกลักษณ์ความสวยสดงดงามของลายผ้าไหมของชาวขอนแก่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมผ้าไหม ที่มากและสวยที่สุดในประเทศไทย
ประการที่ ๒ ประเพณีผูกเสี่ยว ถือเป็นประเพณีพื้นบ้านสืบทอดกันมานาน จนเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น แสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน ประดุจพี่น้อง
ประการที่ ๓ งานกาชาดจังหวัด เป็นองค์กรหลักสำคัญในการสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ เป็นองค์กรที่จะส่งเสริมโอกาสทางสังคมให้กับพี่น้องประชาชน
มาปี ๒๕๔๕ มีการเพิ่มวันจัดงานอีก ๒ วัน คือ ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ถึง วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ รวม ๑๔ วัน
ในปี ๒๕๔๖ กำหนดจัดงาน ๑๒ วัน เช่นเดิมแต่มีการปรับเปลี่ยนวันให้เร็วขึ้น เนื่องจากจะมีพิธีเปิดศาลากลางจังหวัดขอนแก่น หลังใหม่ โดยเลื่อนวันเร็วขึ้น คือจัดระหว่างวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ถึง วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาเตรียมสถานที่ประกอบพิธี คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานประกอบพิธีเปิดอาคารศาลากลางจังหวัดขอนแก่น (หลังใหม่) อย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ จึงมีเลื่อนการจัดงานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น ประจำปี ๒๕๔๖ เป็นวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน - ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ รวมเวลาจัดงาน ๑๒ วันเหมือนเดิม
สำหรับการนับปีการจัดงาน หากนับการจัดงานเทศกาลไหม (ไม่รวมผูกเสี่ยว) ครั้งแรกจัดเมื่อปี ๒๕๒๒ จนถึงปัจจุบัน (๒๕๕๔) รวมทั้งสิ้น ๓๓ ปี หากนับปีที่เริ่มให้มีพิธีผูกเสี่ยวซึ่งเริ่มเมื่อปี ๒๕๒๓ ถึงปัจจุบัน คือ ปี ๒๕๕๔ จะเป็นปีที่ ๓๐ ซึ่งการจัดงานเทศกาลไหมฯ ๒๙ ครั้งที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงพิธีการ มหรสพ สถานที่และการละเล่นต่างๆไปตามยุคสมัย แต่วัตถุประสงค์ของการจัดงาน ยังคงเหมือนเดิม คือ
ประการที่ ๑ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มพูนรายได้แก่ราษฎร
ประการที่ ๒ เพื่อส่งเสริมให้มีการเพิ่มผลผลิตจากไหม และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ไหมให้มีมาตรฐาน เป็นที่เชื่อถือและแพร่หลายยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในครอบครัว และการผลิตสินค้าพื้นเมืองต่าง ๆ
ประการที่ ๔ เผยแพร่ความรู้ วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านการเกษตรอุตสาหกรรมและพาณิชย์ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งประชาชนทั่วไป
ประการที่ ๕ เพื่อผดุง รักษาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนการละเล่นพื้นเมืองของภาคอีสาน
ประการที่ ๖ เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรม โครงการต่างๆ ตานโยบายรัฐบาล
ประการที่ ๗ เพื่อเป็นการหารายได้ให้จังหวัดและเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่นสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้เจ็บป่วยตลอดจนช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ในจังหวัด และการกุศลสาธารณต่างๆ ซึ่งเป็นภารกิจของจังหวัดโดยทั่วไป
จังหวัดขอนแก่น
งานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น หรือที่นิยมเรียกกันว่า"งานไหม หรือ งานเทศกาลไหม” จัดขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๒ สมัยนายชำนาญ พจนา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการจัดงานอยู่ ๒ คน คือ นายเอนก โรจน์ไพบูลย์ และนายจรินทร์ กาญจโนมัย ริเริ่มและผลักดันจนเป็นที่ยอมรับและได้รับความสนใจแพร่หลายจนทุกวันนี้
การจัดงานครั้งแรกเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๒๒ ใช้ชื่อว่า "งานเทศกาลไหมขอนแก่น” เนื่องจากยังไม่ได้รวมเอาประเพณีผูกเสี่ยวมาไว้ในงาน จนมาปี ๒๕๒๓ ได้นำประเพณีผูกเสี่ยวเข้ามาจัดร่วมกับงานเทศกาลไหม จากการริเริ่มของนายเลื่อน รัตนมงคล ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอเปือยน้อยในสมัยนั้น ซึ่งพิธีผูกเสี่ยวนี้ มีการจัดอย่างเป็นทางการที่กิ่งอำเภอเปือยน้อย และจังหวัดเล็งเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งส่งผลดีต่อการเมือง การปกครอง จึงนำมาผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานประจำปีของจังหวัด และให้เป็นชื่อของงานด้วย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา คือ "เทศกาลไหมขอนแก่น และประเพณีผูกเสี่ยว ปี ๒๕๒๓ ”
ต่อมาในปี ๒๕๒๔ และปี ๒๕๒๕ ได้ใช้ชื่องานว่า "เทศกาลไหมขอนแก่นและพิธีผูกเสี่ยว” ซึ่งการใช้ชื่องานจะมีการเปลี่ยนอยู่เรื่อย จนปี ๒๕๒๖ ได้มีการพิจารณาชื่อ เหตุผล และแสดงความคิดกันว่า ชื่อที่จะใช้เป็นชื่อของงาน มีการแสดงความคิดเห็น ๒ ประการ คือ
๑. คำว่า "ขอนแก่น” ที่ต่อจากเทศกาลไหม น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่แสดงความเป็นเจ้าของทั้ง "งานไหมและผูกเสี่ยว” ถ้าหากคงไว้ตามเดิมก็อาจทำให้เข้าใจว่าเทศกาลไหม เป็นของจังหวัดขอนแก่น ส่วนประเพณีผูกเสี่ยวไม่ใช่ แต่ถ้าหากจะนำไปไว้หลังคำว่า "ประเพณีผูกเสี่ยว” ก็จะทำให้มีความรู้สึกว่าชื่อของงานซึ่งยาวอยู่แล้ว ยาวขึ้นไปอีก
๒. งานเทศกาลไหมนี้ "ดัง” พอสมควรแล้วและกำลังจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องระบุว่าเป็นงานของจังหวัดใดเพียงบอกว่า "งานไหม” ก็ต้องเข้าใจทันทีว่าต้องไปขอนแก่น เป็นงานของขอนแก่น และที่สุดก็ได้ผลสรุปว่าใช้ชื่องานว่า "งานเทศกาลไหมขอนแก่นและพิธีผูกเสี่ยว”
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้เพิ่มคำว่า งานกาชาดเข้าไปด้วย จึงมีชื่องานว่า "งานเทศกาลไหมประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนปัจจุบัน พร้อมได้มีการเพิ่มวันจัดงานจากทุกปี ที่จัดเพียง ๗ วัน มาเป็น ๑๐ วันด้วย
มาปี ๒๕๒๘ ได้พิจารณางดกิจกรรมประเพณีผูกเสี่ยว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ชื่อของงานจึงเหลือเพียง "งานเทศกาลไหมและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น”
ปี ๒๕๒๙ พิธีผูกเสี่ยว ได้นำกลับมาจัดเป็นหลักของงานอีก จึงใช้ชื่องานเหมือนเดิม คือ "งานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น” และใช้มาจนทุกวันนี้ ( สมัยนั้น ถ้าหากมีการถามกันว่า ชื่อของการจัดงานประเพณีประจำจังหวัด ของจังหวัดใดมีชื่อยาวที่สุด คำตอบก็จะไม่พ้น
"จังหวัดขอนแก่น” )
ปี ๒๕๓๒ ได้เพิ่มวันจัดงานอีก ๒ วัน ในวันที่ ๙ , ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๒ เพื่อนำรายได้เฉพาะ ๒ วันนี้ สมทบทุนปรับปรุงและบูรณะอนุสาวรีย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บริเวณสวนรัชดานุสรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณจัดงานฯ ตั้งแต่นั้นมาการจัดงานจึงมี ๑๒ วันจนถึงทุกวันนี้
ปี ๒๕๓๕ - ๒๕๓๗ มีการย้ายสถานที่จัดงานจากที่เคยจัด คือจากสนามหน้าศาลากลางจังหวัดไปจัด ณ สนามกีฬากลางจังหวัด
ปี ๒๕๓๘ จนถึงปัจจุบัน การจัดงานกลับมาที่หน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่นเหมือนเดิม
วัตถุประสงค์หลักการจัดงาน
การจัดงานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น กำหนดตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน – ๑๐ ธันวาคม ของทุกปี รวม ๑๒ วัน ๑๒ คืนนั้น มีแนวทางการจัดงาน หรือประเด็นหลัก เน้นหนักใน ๓ ประการ คือ
ประการที่ ๑ งานเทศกาลไหม จะแสดงเอกลักษณ์ความสวยสดงดงามของลายผ้าไหมของชาวขอนแก่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมผ้าไหม ที่มากและสวยที่สุดในประเทศไทย
ประการที่ ๒ ประเพณีผูกเสี่ยว ถือเป็นประเพณีพื้นบ้านสืบทอดกันมานาน จนเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น แสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน ประดุจพี่น้อง
ประการที่ ๓ งานกาชาดจังหวัด เป็นองค์กรหลักสำคัญในการสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ เป็นองค์กรที่จะส่งเสริมโอกาสทางสังคมให้กับพี่น้องประชาชน
มาปี ๒๕๔๕ มีการเพิ่มวันจัดงานอีก ๒ วัน คือ ระหว่างวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ถึง วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๕ รวม ๑๔ วัน
ในปี ๒๕๔๖ กำหนดจัดงาน ๑๒ วัน เช่นเดิมแต่มีการปรับเปลี่ยนวันให้เร็วขึ้น เนื่องจากจะมีพิธีเปิดศาลากลางจังหวัดขอนแก่น หลังใหม่ โดยเลื่อนวันเร็วขึ้น คือจัดระหว่างวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ถึง วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ ทั้งนี้เพื่อให้มีเวลาเตรียมสถานที่ประกอบพิธี คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานประกอบพิธีเปิดอาคารศาลากลางจังหวัดขอนแก่น (หลังใหม่) อย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ จึงมีเลื่อนการจัดงานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาดจังหวัดขอนแก่น ประจำปี ๒๕๔๖ เป็นวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน - ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖ รวมเวลาจัดงาน ๑๒ วันเหมือนเดิม
สำหรับการนับปีการจัดงาน หากนับการจัดงานเทศกาลไหม (ไม่รวมผูกเสี่ยว) ครั้งแรกจัดเมื่อปี ๒๕๒๒ จนถึงปัจจุบัน (๒๕๕๔) รวมทั้งสิ้น ๓๓ ปี หากนับปีที่เริ่มให้มีพิธีผูกเสี่ยวซึ่งเริ่มเมื่อปี ๒๕๒๓ ถึงปัจจุบัน คือ ปี ๒๕๕๔ จะเป็นปีที่ ๓๐ ซึ่งการจัดงานเทศกาลไหมฯ ๒๙ ครั้งที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงพิธีการ มหรสพ สถานที่และการละเล่นต่างๆไปตามยุคสมัย แต่วัตถุประสงค์ของการจัดงาน ยังคงเหมือนเดิม คือ
ประการที่ ๑ เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มพูนรายได้แก่ราษฎร
ประการที่ ๒ เพื่อส่งเสริมให้มีการเพิ่มผลผลิตจากไหม และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ไหมให้มีมาตรฐาน เป็นที่เชื่อถือและแพร่หลายยิ่งขึ้น
ประการที่ ๓ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในครอบครัว และการผลิตสินค้าพื้นเมืองต่าง ๆ
ประการที่ ๔ เผยแพร่ความรู้ วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านการเกษตรอุตสาหกรรมและพาณิชย์ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งประชาชนทั่วไป
ประการที่ ๕ เพื่อผดุง รักษาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนการละเล่นพื้นเมืองของภาคอีสาน
ประการที่ ๖ เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรม โครงการต่างๆ ตานโยบายรัฐบาล
ประการที่ ๗ เพื่อเป็นการหารายได้ให้จังหวัดและเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่นสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ ผู้เจ็บป่วยตลอดจนช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ในจังหวัด และการกุศลสาธารณต่างๆ ซึ่งเป็นภารกิจของจังหวัดโดยทั่วไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


































